การตลาดของไม้กฤษณา

การตลาดของกฤษณาในประเทศและต่างประเทศ กว้างใหญ่มากในความต้องการ

การบริโภคกฤษณามีในรูปแบบซื้อเป็นเนื้อไม้กฤษณาที่มีสาร ยิ่งคำยิ่งมีน้ำมัน ยิ่งเป็นชิ้นเดียวใหญ่ก็ยิ่งแพง ชิ้นใหญ่ ๆ แพงๆ นั้นเศรษฐีจะซื้อไปใช้ประดับในวังของต่าง ๆ ในประเทศเจ้าของบ่อน้ำ แต่ไม้กฤษณาชิ้นเล็ก ๆ จะใช้ซอยละเอียดและเผาให้มีกลิ้นหอมในวังสำหรับแขกสำคัญ ส่วนชิ้นไม้ที่มีน้ำมันกฤษณาน้อยจะขายเข้าโรงงาน หรือสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยออกมา ราคาซื้อขายลิตรละหลายแสนบาทจนเกินล้านบาท

น้ำมันหอมระเหยจากกฤษณาจะถูกขายต่อไปถึงผู้ทำน้ำหอม จะใช้เพียงเล็กน้อยก็ปรุงแต่งน้ำหอมธรรมดาให้ดีขึ้น ชี้กที่มีเงินมันจะจดทะเบียนกับผู้ทำน้ำหอมให้ทำน้ำหอมเฉพาะสูตรของคน ไม่ขายให้คนอื่น ชี้กในอาหรับต่างๆ มี หมื่น จึงเป็นตลาดใหญ่ นอกจากนี้กฤษณายังใช้ปรุงแต่งน้ำหอมต่าง ๆ ขายกันทั่วโลก ถ้าผู้หญิงพร้อมใจกันเลิกใช้น้ำหอม จึงจะทำให้กฤษณาขายได้น้อยลง

น้ำมันหอมจากไม้กฤษณาที่ปลูกในประเทศพม่า เขมร และ ลาว

ในทะเลทรายนั้นมีไรศัตรูมนุษย์ อาศัยเกาะตามขนละเอียดผิวตัวคนอาหรับ เป็นตัวนำเชื้อโรคพวกมัยโคพลาสมาได้ ไรเหล่านี้ไม่แพ้น้ำมันหอมระเหยอื่น ๆ แต่แพ้สารจากกลิ่นน้ำหอมกฤษณา ดังนั้น ตลาดนี้จึงมั่นคงไปยาวนาน ถ้าเมื่อใดคนเลิกใช้น้ำมัน ถ้าอาหรับขายน้ำมันไม่ได้เมื่อนั้นก็จะมีคนซื้อกฤษณาได้น้อยลง

ตลาดน้ำมันหอมที่ประเทศเยอรมัน

ตลาดน้ำมันหอมในตะวันออกกลาง

ประเทศที่วิจัยพบกลไกการเกิดสาร ลงสาร กฤษณาในเนื้อไม้มีอยู่ 2 ประเทศ คือ ไทยและอินเดียแต่อินเดียเหลือพื้นที่ซึ่งจะนำมาปลูกต้นกฤษณาได้น้อยลง อินโดนีเซียเมื่อเผาป่าปลูกปาล์มก็ทำลายกฤษณาธรรมชาติไปมาก ในไทยพบกฤษณา 3 พันธุ์ ภาคใต้พบกฤษณาพันธุ์มาลัคคา ภาคเหนือและภาคอีสานเป็นพันธุ์เขาใหญ่ (รวมถึงในลาว) และภาคตะวันออกมีพันธุ์จันทบุรี (รวมถึงกัมพูชา) ต้นพันธุ์จะได้จากเมล็ดที่แก่เดือนมิถุนายน ปัญหาคือต้องปลูกนานถึง 4 ปีขึ้นไป จึงจะเริ่มได้ผลผลิต

จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยมาเป็นเวลา 50 ปี ในแบบโบราณและแบบปัจจุบัน 19 ปี มีโรงงานกลั่น 3 โรงงาน คือ ในประเทศไทย , เขมร และลาว 99% ส่งออกทางตะวันออกกลางทุกประเทศ และประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น






น้ำมันหอม 1 โตร่า บรรจุในขวดและกล่องอย่างดี เพื่อจำหน่ายที่ต่างประเทศ

ตลาดน้ำมันหอมในตะวันออกกลาง

ตลาดน้ำมันหอมในตะวันออกกลาง

น้ำมันจากไม้กฤษณานำไปทำหัวน้ำหอม